พระธรรม

เจ็ดตำนาน(พระปริตร)

CODEBASE=”http://activex.microsoft.com/activex/controls/mplayer/en/nsmp2inf.cab#Version=5,1,52,701″
STANDBY=”Loading Microsoft Windows Media Player components…”
TYPE=”application/x-oleobject”>

เจ็ดตำนาน(พระปริตร).mp3
สวดมนต์(ธรรมยุต) วัดป่าเชิงเลน

คาถาเงินล้าน

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ท่อง 3 จข )

สัมปะจิตฉามิ ( คาถาสนองกลับ )

นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)

พรหมมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)

มะหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)

มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ (คาถาวิระทะโย) 

มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)

สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้ผลเร็ว)

เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ ( คาถามหาลาภ )

( บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด )
พระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

แนะนำวัดป่า สำหรับคนกรุงเทพฯ

1. วัดป่ามณีกาญจน์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี (พระอาจารย์สาคร ธัมมาวุโธ)
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ วัดป่ามณีกาญจน์ โทร.02-449-2234

…………………………………………………..

2. วัดป่าเชิงเลน ซอยจรัลสนิทวงศ์ 37 เขตบางกอกน้อย กทม. (พระอาจารย์ภัลลภ อภิปาโล)
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ วัดป่าเชิงเลน โทร.02-865-5645 , 02-865-5646

…………………………………………………….

3. วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี (พระอาจารย์บุญช่วย ปุญฺญวนฺโต)
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม โทร.02-593-2434

…………………………………………………….

4. มูลนิธิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซอยจรัลสนิทวงศ์ 37 เขตบางกอกน้อย กทม.
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ มูลนิธิฯ โทร.02-412-2752 , 02-864-4238

………………………………………………………

5. สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี (หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต)
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ สวนทิพย์ โทร.02-583-4540-2 , 02-583-3748

……………………………………………………….

6. ที่พักสงฆ์ กม.27 ดอนเมือง (มูลนิธิหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร)
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ มูลนิธิ โทร.02-523-6446

……………………………………………………….

7.วัดพุทธบูชา ถนนพุทธบูชา ซอย 30 ริมคลองบางมด แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ
คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 พระสงฆ์นำปฏิบัติธรรม
เช้าวันที่ 1 มกราคม 2554 ทำบุญ-ตักบาตร เนื่องในวันปีใหม่

ติดต่อ วัดพุทธบูชา โทร.02-513-4368 , 081-847-1815

วิปัสสนา

วิปัสสนา แปลว่า การเห็นชัดเจน หรือ การเห็นแจ้ง

บุญ บาป เทวดา มาร

บุญนั้นไม่ได้เป็นตัวตนส่งไปให้กันและกันได้อย่างที่เขียนมานั้นหรอกค่ะ
แต่ว่า มีผลถึงกัน..

เช่น เวลาลูกบวช แล้วพ่อกับแม่ก็ดีใจ..
คนทำนั้น คือ ลูก .. อานิสงส์ แห่งการบวชนั้น อยู่ที่ลูก
แต่พ่อกันแม่ที่ดีใจนั้น .. ได้อานิสงส์ แห่งการอนุโมทนาในบุญของผู้อื่น..
ซึ่งก็ได้บุญ อิ่มอกอิ่มใจ เหมือนกัน

คนกับเทวดา .. ก็เป็นอย่างนั้น

ไม่มีใครมาจองจำเทวดาให้มาตามช่วยคนหรอกค่ะ
..เหมือนกันยังไง..

จะอธิบายดังนี้

เวลามีคนที่นิยมทำบุญ ตักบาตร เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล บ่อยๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ
เทวดาผ่านมาเห็นมนุษย์คนนี้ ทำดี .. ก็อนุโมทนาได้บุญไปด้วย
แล้วก็เห็นคนเดิม มาทำบุญอีก.. ก็อนุโมทนาอีก
เห็นบ่อยๆเข้า.. ก็ตามไปดูว่า เขาทำบุญอะไรอีกบ้างไหมนะ?
เห็นเขาถือศีล แล้วแผ่เมตตาให้อีก … เทวดาก็อนุโมทนาอีกด้วยความอยากรู้
(เทวดาก็ยังมีกิเลสนะ) ก็ตามคนนี้ไปอีก .. เขาไปฟังธรรม .. เทวดาก็อนุโมทนาอีก
ด้วยความชอบใจ เทวดาก็ตามคนนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเขาทำบุญบ่อย
(แค่ตามอนุโมทนาก็ได้บุญเยอะแล้ว.. เทวดาที่ชอบบุญเกลียดบาปมีมาก)

พอวันไม่ค่อยดีคืนร้าย.. คนนี้ขึ้นรถทัวร์ ปรากฏว่าประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ..
เทวดาจะทนดูเขาตายง่ายๆไหม?..แน่นอน เทวดาเข้าไปช่วย ..
กลายเป็นผู้รอดชีวิตโดยปลอดภัย
..ถ้าคนนี้เป็นคนดีมากๆ .. รอดมาได้แล้ว ก็ไปไหว้พระทำบุญ มากขึ้นอีก
.. เทวดารักปานดวงใจ ไม่ปล่อยให้ตายง่ายๆหรอกค่ะ ..ถ้ากรรมเก่าไม่แรงจริง

เทวดาทำบุญทำกุศลเองก็ได้ ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ .. แต่เทวดามีขันธ์สี่
บุญและทานบางส่วนที่ทำได้เฉพาะผู้มีขันธ์ห้านั้น เทวดาทำไม่ได้
.. ก็มาอาศัยอนุโมทนาด้วยแทน เช่น การบวช การปฏิบัติธรรมจนถึงมรรคผล
พระอริยะฝ่ายมนุษย์มีมาก , วัตถุทาน เช่น วัด โบสถ์ จีวร เสนาสนะ อาหาร ฯลฯ
เหล่านี้ เทวดาถวายเองไม่ได้.. แต่อำนวยความสะดวกให้คนที่มาถวายได้

เทวดา ก็มีความสามารถต่างๆกันไป คล้ายๆคนเรา ..บางคนมีฤทธิ์ บางคนก็ไม่มี
เทวดาบางพวกก็มีฤทธิ์มาก ถึงขนาดทำแผ่นดินไหวได้ ..
บางพวกก็มีฤทธิ์พอประมาณ พอให้แสดงตนแก่ชาวโลกได้บ้างว่า เทวดามีจริง
บางพวกก็ไม่มีฤทธิ์เลย.. ขอร้องเท่าไหร่ ก็ปรากฏตัวให้คนเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้
(ส่วนคนผู้มีฤทธิ์ จะเห็นได้ด้วยทิพย์จักษุอยู่แล้ว)

..ฤทธิ์ของเทวดาก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นจากวาสนาบารมีที่ท่านได้สะสมมา
อาจจะตั้งแต่ครั้งเป็นมนุษย์สมัยหนึ่งๆ
..แต่ จะว่าเทวดาบางพวกมีฤทธิ์ เพราะมนุษย์ ก็ว่าได้..
เพราะมนุษย์บางคนมีอธิษฐานบารมีมาก ..รู้ว่าเทวดามาคอยช่วยเหลือตน
ก็อธิษฐานให้เทวดาตนนั้นๆ มีฤทธิ์มีเดช เทวดานั้นก็เกิดมีฤทธิ์ขึ้นมาได้
(คนประเภทนี้ เทวดายิ่งรักมาก ยิ่งมาคอยเฝ้า จะเอาอะไรก็ตามใจให้..
คนจำพวกนี้มีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ..^_^)

เทวดาเสวยสุขอันประกอบด้วยกามคุณ5อยู่เนืองๆ
ไม่ต้องทำอาชีพใดๆมีอยู่มีกิน เป็นสมบัติทิพย์
..แต่จะว่า เทวดานั่งกินนอนกินอย่างเดียวก็ไม่ถูก

เทวดาก็มีหมู่มีคณะ มีความเห็นที่ขัดกัน
เทวดาที่นับถือพระพุทธเจ้าก็มีมาก .. เทวดาที่ไม่เชื่อก็มีบ้าง

เทวดาบางหมู่บอกว่าเทวดาเกิดขึ้นเอง ไม่เกี่ยวกับทำดีหรือไม่(ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ)
เทวดาบางพวกบอกว่า คนทำบุญ มีศีล มีหิริโอตัปปะ จึงได้เกิดเป็นเทวดา
..ก็คล้ายๆมนุษย์น่ะ บางคนบอกว่า เด็กถึงเวลามันก็เกิดเอง (มิจฉาทิฏฐิ)
บางคนก็บอกว่า ต้องมีศีล5 ถึงจะได้เกิดเป็นคน.. อะไรทำนองนี้

ก็ เพราะความเห็นที่ขัดกันเหล่านี้ ก็ทำให้ขัดแย้งกัน ทำให้เทวดาต้องมีหัวหน้าไว้คอยไกล่เกลี่ยปัญหา .. เพื่อให้เกิดความผาสุกในหมู่เทวดา
.. ก็เหมือนในเวปลานธรรมนี้ ที่ต้องมีเวปมาสเตอร์คอยดูแล ไม่ให้ขัดแย้งกันเกินไป

เหล่า เทวดาที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ขัดขวางผู้ปฏิบัติธรรม .. ส่งเสริมคนที่ทำเรื่องไม่ดี ไม่อนุโมทนากับคนที่ทำดี ..พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า “มาร”

ในพระไตรปิฏก มีบางตอนกล่าวถึงพญามาร ไว้ว่า .. ได้เข้ามาในที่ประชุมสงฆ์
และกระทำฟ้าผ่าดังกึกก้องทั่วบริเวณ .. หวังให้สงฆ์ตกใจแตกตื่นกลัว
..แต่สงฆ์ที่มาประชุมพร้อมกันในที่นั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์ ไม่มีผู้ใดสะดุ้งกลัวเลย
พญามารเห็นดังนั้น จึงหลีกหนีไปเสีย..
..อันนี้คงไม่ต้องเปรียบเทียบ .. เพราะมนุษย์ ที่เวลาเขาประชุมทำงานกันมากวนให้วงแตกก็มีอยู่เยอะแยะไป

..แม้เทวดาจะเป็นอย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่สรรเสริญ ผู้กราบไหว้บูชาเทวดา
ยึดถือเทวดาเป็นที่พึ่ง เพราะ การที่นับถือเทวดานั้น ก็ยังไม่สามารถทำให้คนพ้นทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสารนี้ไปได้..

..ที่พึ่งอันประเสริฐ อันควรเคารพ .. ซึ่งสามารถทำทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้จริงนั้น
คือ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เท่านั้น (ไตรสรณคม)
..แม้ท้าวสักกะเทวราช ยังนับถือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เป็นที่พึ่งที่ระลึกตราบจนทุกวันนี้

ที่มา: larndham.net

เทวดาทำบุญ

เรื่องราวนี้ก็มีอยู่ว่า สมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นสาวกองค์ผู้ใหญ่ขององค์สมเด็จพระบรมครูคือ พระมหากัสสปะ ท่านจำพรรษาอยู่ในปิปผลิคูหา คือใน ถ้ำชื่อปิปผลิ ใน ป่าลึกไกลจากพระพุทธเจ้าอยู่ประมาณ ๖๐ โยชน์ ท่านเป็นพระธุดงค์ ธุดงค์หลายๆวันก็เหนื่อย เหนื่อยก็ต้องพัก การพักผ่อนของอรหันต์นั่นคือเข้านิโรธสมาบัติ คำว่า นิโรธ นี่แปลว่า ดับ สมาบัติ แปลว่า เข้าถึง นิโรธ สมาบัติเข้าถึงความดับทุกขเวทนาทุกอย่างด้วยกำลังของฌาน คือเข้าฌานเต็มที่ จิตเป็นสุข จิตไม่เกาะร่างกาย จิตกับร่างกายแยกกัน ไม่รับรู้เรื่องของประสาท อารมณ์ก็เป็นสุข

การเข้า นิโรธสมาบัตินี่ก็ใช้เวลา ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้างตามแต่กำลังของร่างกาย เมื่อครบเวลา ๑๕ วันก็ออกจากสมาบัติ เมื่อเวลาออกจากสมาบัติก็ต้องใช้ทิพจักขุญาณว่าวันนี้เราจะไปบิณฑบาตที่ไหน ใครจะใส่บาตเราบ้าง เพราะไม่มีการนัดหมายกัน พระที่ออกจากนิโรธสมาบัตินี่ ถ้าทำบุญคนเดียวนะ หลายคนก็ไม่มีผลตามนั้น มันมีแต่ความคล่องตัว ถ้าทำบุญคนเดียวคนนั้นถ้าเป็นขอทานอยู่จะเป็นมหาเศรษฐีวันนั้น

ท่าน ก็มองไปมองมาก็ยังไม่ทราบว่ายังมองไม่เห็นใคร กำลังจะเริ่มมองว่าใครจะใส่บาตร ด็พอดีบรรดาพวกนางฟ้าซึ่งเป็นบริวารของพระอินทร์ทราบว่าพระมหากัสสปะออกจาก นิโรธสมาบัติ ก็พากันยกกันมาเป็นฝูงจะมาใส่บาตรพระมหากัสสปะ มาในฐานะรูปร่างของนางฟ้า

ในเมื่อพระมหากัสสปะเห็น เข้าก็บอกว่า เธอจงหลีกไป นางฟ้าก็บอกว่าฉันจะมาทำบุญกับพระคุณเจ้า พระมหากัสสปะก็บอกว่าเธอเป็นนางฟ้าไม่ใช่คนยากจน พระที่ออกจากนิโรธสมาบัติต้องการสงเคราะห์คนยากจนเข็ญใจให้มีความสุข ในเมื่อพระมหากัสสปะไล่ นางฟ้าก็ต้องไป

ก็เป็นการพอดีเวลา วันก่อนหน้านั้นวันหนึ่ง พระอินทร์ท่านไปสวนนันทวัน เทวดาทั้งหมดก็ตามไป ปรากฏว่าไปเจอะเทวดา ๔ องค์มีแสงสว่างมากกว่าพระอินทร์ แต่เกิดทีหลัง พระอินทร์ไม่ทราบ เพิ่งเห็นในวันนั้น เห็นเข้าแล้วก็ถามปัญจสิกขเทพบุตร ถามว่าเทวดา ๔ องค์มาเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่

ปัญจสิกขเทพบุตร ก็บอกว่าเพิ่งมาเกิดเมื่อวานนี้เองครับ พระอินทร์เห็นว่าเทวดาที่เป็นลูกน้องมีแสงสว่างมากกว่าก็ไม่สบายใจ ประกาศสั่งกลับเวชยันตวิมานทันที

…….แล้วก็มานั่งนึกดู ว่าเวลานี้มีที่ไหนบ้างที่จะเป็นบุญกุศลใหญ่ ก็ทราบว่าพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ตั้งใจจะไปใส่บาตรขณะที่ท่านเตรียมตัวอยู่ พอดีนางฟ้าทั้งหมดก็กลับไปถึงพอดี นางฟ้าก็ถามว่าพ่อเจ้าจะไปไหน ท่านก็บอกว่าฉันจะไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ พวกนางฟ้าบอกอย่าไปเลยเจ้าข้า พวกฉันไปมาแล้ว ท่านพระมหากัสสปะท่านไล่กลับมา ท่านบอกท่านจะสงเคราะห์คนจน พระอินทร์ก็เลยบอกว่าถ้าไปอย่างเธอพระมหากัสสปะก็ขับ ถ้าไปอย่างฉันพระมหากัสสปะไม่ขับ

ท่านสองคนตายายก็แปลงเป็นคนแก่ เนรมิตกระท่อมเล็กๆอยู่ชายเมือง ทำเป็นคนแก่สองคนไม่มีลูกไม่มีหลาน เอาจิตก็ตั้งใจนึกว่าวันนี้เราจะใส่บาตรพระมหากัสสปะ ถ้าจิตใครเขานึกอยู่ความเป็นทิพย์นี่มันจะชนกันทันที พอ ดีพระมหากัสสปะก็ใคร่ครวญคิดว่าวันนี้จะมีใครใส่บาตรกับเราบ้าง จิตก็ไปชนกันเข้ากับสองคนตายายอยู่นอกเมืองแก่มาก ลูกหลานก็ไม่มี ต้องทำเลี้ยงตัวเองมีความลำบากและก็มีความยากจน ฉะนั้นวันนี้เราจะสงเคราะห์ให้สองคนตายายเป็นคนร่ำรวย จึงได้ห่มจีวรประคองบาตรแล้วก็เหาะไปจากยอดภูเขา พอใกล้จะถึงนั่นก็ลงเดิน เดินไป

เวลานั้นพระอินทร์แปลงเป็นคนแก่ ทำทีเหมือนคนดายหญ้าถอนหญ้าอยู่ เห็นพระมหากัสสปะเข้า ท่านบอกว่า เอวังปิตัตถะ ภันเต ซึ่งแปลว่า ขอพระคุณเจ้าหยุดก่อนเถิดเจ้าข้า นิมนต์ก่อนขอรับ พระมหากัสสปะก็หยุด ท่านก็แกล้งเรียกชายาว่า ยาย….อาหารของเราเสร็จหรือยัง เวลานี้พระท่านมาโปรด ยายก็บอกเสร็จแล้วเจ้าข้า

เห็นไหมพระอรหันต์ก็ถูกต้มเหมือน กัน ไม่ต้มนี่ขั้นตุ๋นเลยนะ และความจริงความเป็นทิพย์พระอรหันต์นี่ไม่ได้ใช้ทุกเวลานะ ใช้เฉพาะเวลา ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า เวลาที่มีความจำเป็นต้องการจะรู้จึงจะรู้ ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่รู้ และสิ่งที่เขาทำมาแล้วในกาลก่อนต้องการรู้ก็รู้ได้ และส่วนใหญ่พระอรหันต์นี่ไม่อยากจะรู้ เพราะขี้เกียจรู้ ซึ่งมันเป็นกังวล

ท่าน ยายก็เอาอาหารมาให้ตา สองคนตายายก็ช่วยกันใส่บาตร อาหารอันเป็นทิพย์ที่พระมหากัสสปะท่านอยู่ในป่า ท่านฉันเป็นปกติ อาศัยเทวดาฉัน พอใส่บาตรไอ้กลิ่นอาหารที่เป็นทิพย์ก็ไปชนจมูกท่านพระมหากัสสปะเข้า แตะจมูกนะ แตะจมูกหน้าหงายตาโพลงแล้วนี่ พอตาโพลงลุกขึ้นมามีความสงสัยก็ทราบทันทีว่านี่คือพระอินทร์

ก็ถามท้าวโกสีย์ทำไมถึงทำแบบนี้

พระอินทร์ก็ถาม ทำไมครับ ผมจะใส่บาตร

พระมหากัสสปะถาม ทำไมมาแย่งคนจน พระออกจากนิโรธสมาบัติเขาจะสงเคราะห์คนจน

พระอินทร์ก็บอกว่า ผมก็จนครับ

ท่านถามว่า จนยังไงในเมื่อเป็นหัวหน้าเทวดา

ท่าน ก็เลยบอกว่าเวลานี้มีเทวดาเกิดใหม่ ๔ องค์ มีแสงสว่างมากกว่าผม ในฐานะที่ผมเป็นราชาปกครองเทวดามีแสงสว่างไม่เท่าเขา ผมทนไม่ไหวจำเป็นต้องทำบุญต่อ

พระมหากัสสปะก็บอกว่า ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ

มัน เสร็จไปแล้ว เขาใส่บาตรแล้ว บุญเขาได้แล้วใช่ไหม บอกว่าทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ พระอินทร์ท่านก็ไม่ตอบ แสดงว่าไม่ยอมรับใช่ไหม ถ้าโง่ต่อไปอีกก็เอาอีก

……..ก็เป็นอันว่าเมื่อพระมหากัสสปะปิดบาตรกลับ พระอินทร์ก็เหาะขึ้นไปบนอากาศกล่าววาจาถือข้อความปลื้มใจว่า สุทินนัง จะตะ เม ทานัง อะโห ทานัง ปรมัตทานัง มหาสเปนะ อาสวะคะยาวะหัง โหตุ แปลง่ายๆบอก ทานที่เราถวายพระมหากัสสปะเป็นทานที่ดีแล้ว ต่อไปข้างหน้าขอให้ฉันไปนิพพานเถอะ

เสียง นี้ก็ก้องไปในวิหารที่พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์อยู่ พระก็ถามสมเด็จพระบรมครูว่าเสียงอะไรพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ภิกษุทั้งหลาย กัสสปะลูกตถาคตเสียท่าพระอินทร์อีกแล้ว เห็นไหมพระถูกต้ม….

ก็ เป็นอันว่าการทำบุญของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทในวันนี้ ถ้าจะถามว่าการทำบุญกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติกับการถวายสังฆทาน ใครจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน การออกจากนิโรธสทาบัติเป็นทานส่วนบุคคลนะ เป็นเฉพาะบุคคล การถวายสังฆทานเป็นทานในหมู่สงฆ์ การถวายสังฆทานมีอานิสงส์มากกว่า………..

ประเภทของพระพุทธเจ้า

ในพระไตรปิฎกจะแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าไว้ดังนี้ การแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าตามวิธีการสร้างบารมี

  1. ปัญญาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 20 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์ นับเวลาตั้งแต่ได้รับพยากรณ์ครั้งแรก 4 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
  2. ศรัทธาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 40 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์ นับเวลาตั้งแต่ได้รับพยากรณ์ครั้งแรก 8 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
  3. วิริยะธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ความเพียรเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 80 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์ นับเวลาตั้งแต่ได้รับพยากรณ์ครั้งแรก 16 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์

ใบไม้ในกำมือ

สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า

พระพุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่าพระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน

พุทธพจน์

สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฐิตํ
ประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้น ชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี เช้าดี รุ่งอรุณดี

อนุโธ ยถา โชติมธิฏฺเหยฺย
ขาดตาปัญญาเสียแล้ว ก็เหมือนคนตาบอด เหยียบลงไปได้ แม้กระทั่งไฟที่ส่องทาง

กฤมฺภูตสฺส เม รตฺตินฺทิวา วีติปตนฺติ
วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่

ปญฺญาสหิโต นโร อิธทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ
คนมีปัญญา ถึงแม้ตกทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ

ปญฺญาย ปริสุขฺฌติ
คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา

โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ ตรณีเย จ ตีรเย
ที่ควรช้าก็ช้า ที่ควรเร่งก็เร่ง ผลที่หมายจึงจะสำเร็จบริบูรณ์

โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย
ผู้ใดเกียจคร้าน หย่อนความเพียร ถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปี ก็ไม่ดีอะไร
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ
ชีวิตของผู้เพียรพยายามจริงจังมั่นคงเพียงวันเดียวยังประเสริฐกว่า

ทหราปิ จ เย วุฑฺฒา เยพาลา เย จ ปณฺฑิตา
ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งคนมี
อฑฺฒา เจว ทลิทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายน
ทั้งคนจน ล้วนเดินหน้าไปหาความตายทั้งหมด

สุเขน ผุฏฐา อถวา ทุกฺเขน น อุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ
บัณฑิต ได้สุขหรือทุกข์กระทบ ก็ไม่แสดงอาการขึ้นๆลงๆ

จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี
ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิต

กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา
กาลเวลาย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกันไปกับตัวมันเอง

นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน
ปัญญาไม่มี แก่ผู้ไม่พินิจ

อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ
อันความหวังในผล ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้

เวคสา หิ กตํ กมฺมํ มนฺโท ปจฺฉานุตปฺปติ
การงานที่ทำโดยผลีผลาม ทำให้คนอ่อนปัญญาต้องเดือดร้อนภายหลัง

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ
ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว

นาญโญ อญฺญํ วิโสธเย
คนอื่นทำคนอื่น ให้บริสุทธิ์ไม่ได้

กลฺยาณํ วต โภ สกฺขิ อตฺตานํ อติมญฺญสิ
ท่านเอ๋ย ท่านก็สามารถทำดีได้ ใยจึงมาดูหมิ่นตนเองเสีย

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา
บัณฑิตย่อมฝึกตน

ยาวุปฺปตฺติ นิมิตสฺสติ ตตฺราปิ สรตี วโย
วัยย่อมเสื่อมลงเรื่อยไป ทุกหลับตา ทุกลืมตา

นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส
ความพินิจ ไม่มีแก่คนไร้ปํญญา

อโมฆํ หิวสํ กยิรา อปฺเปน พหุเกน วา
เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมาก ก็ให้ได้อะไรบ้าง

ยทูนกํ ตํ สนติ ยํ ปูรํ สนฺตเมว ตํ
สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นเงียบ

นิปฺผนฺนโสภิโน อตฺถา
ประโยชน์งามตรงที่สำเร็จ

อจินไตย

อจินไตย แปลว่า สิ่งที่ไม่ควรคิด หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน มี 4 อย่างได้แก่

๑. พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้า
๒. ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน
๓. กัมมวิบาก ผลจากกรรม
๔. โลกจินดา ความคิดเรื่องโลก
ทั้ง ๔ อย่างนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไม่ควรคิดผู้ที่คิดจะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากโดยเปล่าประโยชน์ ในอจินไตย ๔ อย่างนี้
อย่างแรก คือ พุทธวิสัย คือวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าคิดอย่างไร ก็เข้าไปไม่ถึงวิสัยของพระพุทธเจ้า มีอานุภาพของพระพุทธคุณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น
อย่างที่ ๒ ฌานวิสัย วิสัยของผู้ที่ได้ฌานอภิญญา ผู้ที่ไม่ได้ฌานคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่า ทำไมผู้ที่ได้ฌานอภิญญาจึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ มีเหาะได้ หายตัวได้ ดำดินได้ เป็นต้น ผู้ที่ได้อภิญญาประเภทนั้นๆ เท่านั้นจึงจะรู้ได้
อย่างที่ ๓ กัมมวิบาก ผลของกรรม คือคนธรรมดาๆ ย่อมไม่อาจรู้ว่า ผลของกรรมที่ตนได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้มาจากกรรมอะไร ทำไว้แต่เมื่อใด คิดไปเท่าไรก็คิดไม่ออก คิดมากไปจะเป็นบ้าไปเสียเปล่าๆ ผู้ที่รู้ผลของกรรมได้อย่างถ่องแท้ต้องเป็นผู้ที่ระลึกชาติก่อนๆ นับย้อนหลังไปได้โดยไม่จำกัดอย่างพระพุทธเจ้า จึงสามารถจะทราบได้ถูกต้องแท้จริงไม่ผิดพลาด ท่านที่ระลึกชาติได้จำกัด เช่นระลึกได้ ๕๐๐ ชาติ แต่กรรมที่ทำไว้ ทำไว้เมื่อชาติที่ ๕๕๐ ผู้ที่ระลึกชาติได้ ๕๐๐ ชาติก็ไม่สามารถระลึกได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถจะรู้กรรมและผลของกรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะพระองค์ทรงมีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่ระลึกชาติย้อนหลังได้โดยไม่จำกัด มียถากัมมูปคญาณ ญาณที่เข้าถึงกรรมของสัตว์ตามความเป็นจริง พระพระสัพพัญญุตญาณ ญาณที่ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นไม่มี ทั้งยังมีพระอนาวรณญาณ ญาณที่ไม่มีอะไรมาปิดกั้น ที่คนอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่มี เพราะฉะนั้น ป่วยการคิดเรื่องผลของกรรมว่ามาจากกรรมไหน เมื่อใด เป็นต้น คิดมากไป อาจเป็นบ้าได้
อย่างที่ ๔ โลกจินดา ความคิดเกี่ยวกับเรื่องโลก เช่นคิดว่าใครสร้างพระจันทร์-พระอาทิตย์ ใครสร้างภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น คิดมากไปไร้ประโยชน์เพราะไม่อาจจะรู้ได้